วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

การเขียนจดหมาย

     

ในปัจจุบัน โลกมีการพัฒนาการสื่อสารทางโทรคมนาคมได้สะดวก และรวดเร็ว แต่การสื่อสารอีกชนิดที่ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งก็คือ การเขียนจดหมาย เพราะสามารถเขียนได้ทุกเวลา ทุกโอกาส เก็บไว้ได้นาน จดหมายของบุคคลสำคัญจะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในอนาคต และจดหมายที่เขียนดีมีคุณค่าก็อาจเป็นวรรณกรรมได้

หลักการเขียนจดหมาย     การเขียนจดหมายควรยึดหลักสำคัญ ดังต่อไปนี้
ขนาดซอง

     การใช้ซองขนาดมาตรฐาน ปัจจุบันที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งจะมีซองจดหมายจำหน่าย นับว่าเป็นซองที่มีขนาดเหมาะสม โดยทั่วไปมี ๒ แบบ ดังนี้
        ๑.ซองสั้น มีขนาด ๓.๕ x ๖ นิ้ว ถึง ๔.๕ x ๗ นิ้ว
        ๒.ซองยาวมีขนาด ๔.๒๕ x ๙ นิ้ว

การจ่าหน้าซอง
      มีหลักการ ดังนี้
       ๑.ที่อยู่ของผู้รับ ต้องเรียงลำดับจากส่วนย่อยไปหาส่วนใหญ่ ได้แก่
           - ที่ นามสกุลของผู้รับ ถ้าเป็นจดหมายสำคัญ เช่น มีธนาณัติสอดอยู่ด้วย ต้องระบุคำนำหน้าชื่อผู้รับ
           - บ้านเลขที่ ซอย หรือตำบล
           - ถนนที่ตั้ง
           - ตำบลหรือเเขวง
           - อำเภอหรือเขต
           - จังหวัดและรหัสไปรษณีย์
       ๒.ที่อยู่ของผู้ส่ง เรียงลำดับเช่นเดียวกับผู้รับ จะเขียนไว้ด้านบนซ้ายของตนเอง
       ๓.คำขึ้นต้น
           - ถ้าเป็นจดหมายส่วนตัว อาจใช้คำว่า "กรุณาส่ง" หรือ "นามผู้รับ"
           - ถ้าเป็นจดหมายราชการหรือจดหมายธุรกิจนิยมใช้ "เรียน"
           - จดหมายถึงพระสงฆ์ทั่วไปใช้ "นมัสการ"
       ๔.เเสตมป์ ต้องติดสเเตมป์ตามราคาที่กรมไปรษณีย์ฯ กำหนด เพราะถ้าติดไม่ครบ ผู้รับจะถูกปรับเป็น ๒ เท่าของราคาเเสตมป์ที่ขาดไป

 
การเขียนตามเเบบแผนที่นิยม     ลักษณะการเขียนจดหมายตามเเบบเเผนที่นิยม ได้แก่
        ๑.คำขึ้นต้น ต้องเหมาะแก่ฐานะและตำแหน่งหน้าที่
        ๒.การวางรูปแบบจดหมาย ควรจัดวางให้มีสัดส่วนพอเหมาะกับหน้ากระดาษ โดยเว้นด้านหน้าประมาณ ๑ นิ้ว และเว้นด้านหลังประมาณครึ่งนิ้ว
        ๓.สำนวนภาษาที่ใช้ในการเขียน ต้องคำนึงถึงความสุภาพ เขียนถูกต้องเหมาะแก่ฐานะ และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
        ๔.ถ้าต้องการอวยพรให้เพื่อนหรือญาติผู้ใหญ่ใน
ตอนท้ายของจดหมาย 
ควรอ้างถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ เพื่อทำให้คำอวยพรมีความขลังและสละสลวย
        ๕.คำลงท้าย ต้องใช้ให้ถูกต้องเเละเหมาะแก่ฐานะและบุคคล

 
รูปแบบของจดหมาย       ๑.รูปแบบของการวางรูปจดหมาย
           ๑.๑ ที่อยู่ของผู้เขียน อยู่ตรงมุมบนขวาของหน้ากระดาษ โดยเริ่มเขียนจากกึ่งกลางหน้ากระดาษ โดยเริ่มเขียนจากประมาณกึ่งกลางหน้ากระดาษ
           ๑.๒ วันเดือนปี เขียนเยื้องที่อยู่ผู้เขียนมาข้างหน้าเล็กน้อย
           ๑.๓ คำขึ้นต้น อยู่ด้านซ้ายห่างจากขอบกระดาษประมาณ ๑ นิ้ว และเป็นเเนวชิดด้านซ้ายสุดของเนื้อความ
           ๑.๔ เนื้อความ เริ่มเขียนโดยย่อหน้าเล็กน้อย และควรขึ้นย่อหน้าใหม่เมื่อขึ้นเนื้อความใหม่ นอกจากนี้ต้องเว้นวรรคตอนให้ถูกต้องด้วย
           ๑.๕ คำลงท้าย อยู่ตรงกับวันเดือนปีที่เขียน
           ๑.๖ ชื่อผู้เขียน เยื้องลงมาทางขวามือ ถ้าเขียนจดหมายถึงบุคคลที่ไม่คุ้ยเคย ควรวงเล็บชื่อที่เขียนเป็นตัวบรรจงด้วย ถ้าเป็นจดหมายราชการต้องบอกยศตำแหน่งของผู้ส่งด้วย


รูปแบบของจดหมาย (ที่อยู่ผู้เขียน)......................
(วันที่)......................(เดือน)....................(พศ.)......................
(คำขึ้นต้น)...................................
(เนื้อหา
)...................................

...........................................
.........................................
........................................
(คำลงท้าย)............................
(ชื่อผู้เขียน)..........................


รูปแบบของคำขึ้นต้น สรรพนาม คำลงท้าย     ในการเขียนจดหมายต้องคำนึงถึงการเขียนคำขึ้นต้น คำลงท้าย และสรรพนามให้ถูกต้อง ดังนี้
ผู้รับ คุณพ่อ,คุณเเม่ คำขึ้นต้น กราบเท้า...ที่เคารพอย่างสูง
สรรพนาม (ผู้เขียน) ลูก, หนู, ผม, กระผม, ดิฉัน หรือใช้ชื่อเล่นเเทน
สรรพนาม (ผู้รับ) คุณพ่อ คุณเเม่
คำลงท้าย ด้วยความเคารพรักอย่างสูง

ผู้รับ ญาติผู้ใหญ่คำขึ้นต้น กราบเท้า....ที่เคารพอย่างสูง หรือ กราบเรียน...ที่เคารพอย่างสูง
สรรพนาม (ผู้เขียน) หลาน, ผม, กระผม, ดิฉัน, หนู, หรือใช้ชื่อเล่นแทน
สรรพนาม (ผู้รับ) คุณปู่, คุณย่า, คุณตา, คุณยาย, คุณลุง, คุณป้า, คุณน้า, คุณอา
คำลงท้าย ด้วยความเคารพอย่างสูง

ผู้รับ พี่หรือเพื่อนที่อาวุโสกว่าคำขึ้นต้น เรียนคุณพี่ที่เคารพ หรือ กราบ...ที่เคารพ
สรรพนาม (ผู้เขียน) น้อง, ผม, ดิฉัน, หนู, หรืออาจใช้ชื่อเล่นเเทน
สรรพนาม (ผู้รับ) คุณพี่, คุณ ...
คำลงท้าย ด้วยความเคารพ, ด้วยความเคารพรัก

ผู้รับ น้อง หรือเพื่อนคำขึ้นต้น ...น้องรัก หรือ คุณ ... ที่รัก หรือ (ชื่อเล่น) ที่รัก
สรรพนาม (ผู้เขียน) ฉัน พี่
สรรพนาม (ผู้รับ) เธอ, คุณ, น้อง
คำลงท้าย ด้วยความรัก, ด้วยความรักยิ่ง, รักเเละคิดถึง

ผู้รับ บุคคลทั่วไปคำขึ้นต้น เรียนคุณ...ที่นับถือ หรือ เรียนผู้จัดการบริษัท ... จำกัด
สรรพนาม (ผู้เขียน) ผม, ดิฉัน
สรรพนาม ผู้รับ) คุณ, ท่าน
คำลงท้าย ของเเสดงความนับถือ

ผู้รับ พระภิกษุทั่วไป คำขึ้นต้น นมัสการ...
สรรพนาม (ผู้เขียน) ผม,กระผม, ดิฉัน
สรรพนาม (ผู้รับ) ท่าน, พระคุณท่าน, ใต้เท้า, พระคุณเจ้า
คำลงท้าย ขอนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูง

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

การวิจารณ์วรรณกรรมโดยใช้ทฤษฎีโครงสร้าง

          หากจะพิจารณาจากวรรณกรรมแล้ว  จะเห็นว่าการสร้างวรรณกรรมต้องเกิดจากองค์ประกอบต่างๆ ของวรรณกรรมมาสร้าง  ไม่ว่าจะเป็น  โครงเรื่อง  ตัวละคร  ฉาก  บทสนทนา  สัญลักษณ์  แก่นเรื่อง  ภาษา  ล้วนแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญจะขาดไม่ได้  โครงสร้างดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่นักวิจารณ์มุ่งพิจารณา  ดังนั้น  การวิจารณ์วรรณกรรมโดยใช้ทฤษฎีโครงสร้าง  จึงเป็นแนวทางการวิจารณ์ที่มุ่งให้ความสำคัญกับองค์ประกอบภายในของวรรณกรรมว่ามีคุณภาพดีเด่นเพียงไร  โดยผู้วิจารณ์ต้องมีความรู้พื้นฐานด้านการวิเคราะห์องค์ประกอบหรือโครงสร้างของวรรณกรรม  เมื่อมีพื้นฐานด้านการวิเคราะห์แล้วจึงสามารถวิจารณ์โดยใช้ทฤษฎีโครงสร้างได้อย่างมีคุณค่า
 
แนวคิดทฤษฎีโครงสร้าง
         ทฤษฎีโครงสร้างเป็นการวิจารณ์วรรณกรรมที่มุ่งพิจารณาองค์ประกอบหรือโครงสร้างของวรรณกรรมเป็นหลัก  โดยหยิบประเด็นเพียงบางส่วนจากองค์ประกอบของโครงสร้างของวรรณกรรม  เช่น  การเปิดเรื่อง  ดำเนินเรื่อง  ปิดเรื่อง  ตัวละคร  ฉาก  บทสนทนา  การใช้สัญลักษณ์  แก่นเรื่อง  ฯลฯ  ที่ผู้วิจารณ์เห็นว่าเป็นจุดเด่นหรือจุดด้อย  โดยนำประเด็นนั้นมาวิจารณ์  ซึ่งอาจวิจารณ์โครงสร้างทั้งหมดทุกประเด็นหรือเพียงบางประเด็นก็ได้
 
ลักษณะการวิจารณ์แนวโครงสร้าง
                ลักษณะการวิจารณ์ของทฤษฎีโครงสร้างจะนำองค์ประกอบต่างๆ ของโครงสร้างวรรณกรรมมาวิจารณ์  เช่น  อ่านเรื่องสั้นแล้วพบว่าเรื่องนี้เด่นในการหน่างเรื่อง  เราก็วิจารณ์ในลักษณะเด่นที่ปรากฏ  หรือพบว่าด้อยในการนำเสนอตัวละคร
                บางครั้งอาจจะวิจารณ์ภาพรวมตั้งแต่การเปิดเรื่อง  การปิดเรื่อง  ตัวละคร  ฉาก  บทสนทนา  รวมถึงแก่นเรื่องก็ได้ซึ่งขึ้นกับลักษณะของวรรณคดีหรือวรรณกรรมเรื่องนั้นโดยบางครั้งการวิจารณ์วรรณคดีอาจเกิดจากประเด็นใดประเด็นหนึ่งที่นักวิจารณ์มองเห็น
 
แนวทางการวิจารณ์ทฤษฎีโครงสร้าง
               การวิจารณ์วรรณกรรมโดยใช้ทฤษฎีโครงสร้างนั้นมีแนวทางดังต่อไปนี้
      ๑.ทำความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบของวรรณกรรม
                                แนวทางการวิจารณ์ในทฤษฎีโครงสร้างนั้นผู้วิจารณ์ต้องศึกษาวิเคราะห์องค์ประกอบวรรณกรรมแล้วดึงจุดเด่น จุดด้อยที่สนใจมาวิจารณ์  ซึ่งองค์ประกอบวรรณกรรมก็ประกอบไปด้วย
                                ๑.๑ โครงเรื่อง   โครงเรื่อง  คือ  การลำดับเหตุการณ์ในเรื่อง  เหตุการณ์เหล่านั้นต้องมีความหมายต่อเนื่องรวมถึงบทบาททั้งหมดที่ตัวละครแสดงออกในเรื่อง
                                ๑.๒ การเล่าเรื่อง
                                ๑.๓ ตัวละคร   ตัวละคร  คือ  ผู้ดำเนินเรื่อง
                                ๑.๔ แก่นเรื่อง   แก่นเรื่องหรือสารัตถะ  ความคิดหลักของเรื่อง  คือสาระสำคัญที่ผู้แต่งมีจุดประสงค์ต้องการสื่อมายังผู้อ่าน  สาระสำคัญนั้นมักจะเกี่ยวกับความเป็นจริงของชีวิตเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความหยั่งรู้  เข้าใจและเป็นข้อคิดเตือนใจ  แนวการวิเคราะห์แก่นเรื่อง  นอกจากจะดูว่าผู้เขียนต้องการจะสื่ออะไรแล้ว  ต้องดูว่ามีความสมจริงและมีคุณค่าหรือไม่
                                ๑.๕ ฉาก   หมายถึง  สถานที่ที่ตัวละครเกี่ยวข้อง  ซึ่งเป็นบ่อเกิดของพฤติกรรม  เหตุการณ์หรือการดำเนินชีวิตของตัวละคร  ซึ่งการวิจารณ์ฉากจะมุ่งสนใจในเรื่อง  ความจริงความสมจริงหรือจินตนาการ
                                ๑.๖ ปรัชญาการนำเสนอ   ปรัชญาการนำเสนอ  หรือลัทธินิยม  หมายถึง  แนวความคิดหรือภาพรวมที่กวีหรือนักเขียนมีเป้าหมายที่จะนำเสนอเนื้อหาสาระในลักษณะต่างๆ โดยเฉพาะในทางวรรณกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก  การทำความเข้าใจในปรัชญาการนำเสนอจะเป็นพื้นฐานทำให้ผู้อ่านเข้าใจแนวคิดเพื่อนำมาพิจารณาและตรวจสอบวิเคราะห์วิจารณ์ต่อไป  วรรณคดีและวรรณกรรมไทยที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดต่างๆ ทั้ง  โบราณนิยม  จินตนิยม  สัจนิยม  ประทับใจนิยม  แสดงออกนิยม  ธรรมชาตินิยม  สังคมนิยม  อิสระนิยม  สัญลักษณ์นิยม  ธรรมนิยม  เหนือนิยม  เหนือจริงนิยม  ผสมผสานนิยมข้อมูลนิยม
                    ๒. ดึงจุดเด่น  จุดด้อย  จากโครงสร้างหรือองค์ประกอบมาวิจารณ์
                                การดึงจุดเด่น  จุดด้อย  หมายถึง  เมื่อเราอ่านวรรณกรรมแล้ววิเคราะห์โครงสร้างแล้วเราจะรู้ว่าวรรณกรรมที่เราอ่านมามีจุดเด่น  จุดด้อย  อย่างไร  มีอะไรที่น่าประทับใจ  น่ายกย่อง  น่านำมาอธิบายบอกกล่าวแก่ผู้อ่านบทวิจารณ์  หรือมีอะไรที่ไม่เหมาะสม  สมควรปรับปรุงแก้ไข  อาจมีเพียงประเด็นเดียวหรือองค์ประกอบเดียว  หรือหลายองค์ประกอบก็ได้  โดยเลือกพิจารณาแล้วนำเอามาวิจารณ์
                   ๓. ปฏิบัติการวิจารณ์
                                เมื่อพิจารณาเลือกโครงสร้างหรือประเด็น  หรือองค์ประกอบแล้วให้นำมาวิจารณ์  โดยการวิจารณ์ที่ดีต้องมีการยกตัวอย่าง  อธิบายเสริมให้ผู้อ่านบทวิจารณ์ได้เข้าใจยิ่งขึ้น  ดังนั้นการวิจารณ์ที่ดีต้องมีแนวทาง
 
สรุป
                การวิจารณ์วรรณกรรมโดยใช้ทฤษฎีโครงสร้าง  เป็นการมุ่งพิจารณาองค์ประกอบหรือโครงสร้างของวรรณกรรม  โดยชี้จุดเด่นหรือจุดด้อย  พร้อมกับเสนอข้อสังเกตแก่ผู้อ่านโดยอาจวิจารณ์โครงสร้างครบองค์ประกอบ  หรือบางองค์ประกอบก็ได้  โดยแนวทางการวิจารณ์คือต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบของวรรณกรรม  ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้าง  การเล่าเรื่อง  ตัวละคร   แก่นเรื่อง  ฉาก  ปรัชญา  แล้วดึงจุดเด่นจุดด้อยจากโครงสร้างหรือองค์ประกอบมาวิจารณ์  และปฏิบัติการวิจารณ์ตามแนวคิดทฤษฎี  พร้อมแสดงทัศนะของผู้วิจารณ์

การพูด

        การพูดมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์เป็นอันมากไม่ว่าจะอยู่ที่ใดประกอบกับกิจการงานใดหรือคบหา สมาคมกับผู้ใด ผู้ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจการงาน การคบหาสมาคมกับผู้อื่นตลอดจนการทำประโยชน์แก่สังคม ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีประสิทธิภาพในการพูดทั้งสิ้นการพูดมีความสำคัญต่อตนเอง เพราะถ้าผู้พูดมีศิลปะในการพูดก็จะเป็นคุณแก่ตนเอง ส่วนในด้านสังคมนั้น เนื่องจากเราต้องคบหาสมาคมและพึ่งพาอาศัยกัน การที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขนั้นจำเป็นต้องเป็นคนที่ “พูดดี” คือพูดไพเราะ น่าฟัง และพูดถูกต้องด้วย
มารยาทในการพูด 
        การพูดของคนเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีหลักเกณฑ์ รู้จักกาลเวลา และที่สำคัญต้องคำนึงถึงมารยาทที่ดีในการพูดด้วย
มารยาทในการพูดแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
        1.มารยาทในการพูดระหว่างบุคคล
        2.มารยาทในการพูดในที่สาธารณะ


มารยาทในการพูดระหว่างบุคคล มีดังนี้

        1.เรื่องที่พูดควรเป็นเรื่องที่ทั้ง 2 ฝ่าย มีความสนใจและพอใจร่วมกัน
        2.ไม่พูดเรื่องของตนเองมากจนเกินไป ควรฟังในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งพูด ไม่สอดแทรกเมื่อเขาพูดยังไม่จบ
        3.พูดตรงประเด็น อาจออกนอกเรื่องบ้างพอผ่อนคลายอารมณ์
        4.เคารพความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่บังคับให้ผู้อื่นเชื่อหรือคิดเหมือนตน ฯลฯ

 มารยาทในการพูดในที่สาธารณะ

        การพูดในที่สาธารณะต้องรักษามารยาทให้มากกว่าการพูดระหว่างบุคคล เพราะการพูดในที่สาธารณะนั้นย่อมมีผู้ฟังซึ่งมาจากที่ต่าง ๆ กัน มีวัยวุฒิ คุณวุฒิ และพื้นฐานความรู้ ความสนใจและรสนิยมต่างกันไปมารยาทในการพูดระหว่างบุคคลอาจนำมาใช้ได้และควรปฏิบัติเพิ่มเติมดังนี้
       1.แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยเหมาะแก่โอกาสและสถานที่
       2.มาถึงสถานที่พูดให้ตรงเวลาหรือก่อนเวลาเล็กน้อย
       3.ก่อนพูดควรแสดงความเคารพต่อผู้ฟังตามธรรมเนียมนิยม
       4.ไม่แสดงกิริยาอาการอันไม่สมควรต่อหน้าที่ประชุม
       5.ใช้คำพูดที่ให้เกียรติแก่ผู้ฟังเสมอ
       6.ไม่พูดพาดพิงถึงเรื่องส่วนตัวของบุคคลอื่นในที่ประชุม
       7.ไม่พูดหยาบโลนหรือตลกคะนอง
       8.พูดให้ดังพอได้ยินทั่วกันและไม่พูดเกินเวลาที่กำหนด


       
การสื่อสารด้วยการพูดไม่ว่าจะเป็นการพูดกับคนเพียงคนเดียวหรือพูดกับคนจำนวนมาก จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้พูดทุกคน
ต้องมีมารยาท ถ้าขาดหรือละเลยต่อมารยาทในการพูด แล้วอาจทำให้การพูดประสบความล้มเหลว หรือไม่ประสบความสำเร็จได้
 
ข้อควรคำนึงในการสื่อสารด้วยการพูด
 
        การพูดจะสัมฤทธิผลหรือไม่เพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับการที่ผู้พูดได้วิเคราะห์องค์ประกอบสำคัญในการพูดให้ถ่องแท้หรือไม่
มีการเตรียมพร้อมเพียงใดก่อนที่จะพูด ฉะนั้นการพูดจึงมีข้อควรคำนึงดังนี้
        1.การพูดให้เหมาะสมกับบุคคลต้องวิเคราะห์ในเรื่องต่อไปนี้ คือ วัย เพศ ระดับการศึกษา อาชีพ ความสนใจพิเศษเพื่อเตรียมเรื่องที่จะพูดได้อย่างเหมาะสม
        2.การพูดให้เหมาะกับกาลเทศะควรพิจารณาว่าจะพูดในโอกาสใด การพูดนั้นเป็นทางการมากน้อยแค่ไหน
        3.การพูดให้ผู้อื่นเข้าใจตรงตามความประสงค์ควรใช้ภาษาบ่งบอกความต้องการหรือความมุ่งหมายให้ชัดเจน หลีกเลี่ยงการตีความหลายแง่หลายมุม
        4.การพูดสรุปใจความสำคัญจากเรื่องที่ฟังหรืออ่าน
เป็นการพัฒนาการใช้ภาษาให้สัมพันธ์กันทุกด้าน และอาศัยความสามารถในการสรุปความจากเรื่องที่ฟังหรืออ่านได้อย่างถูกต้อง
ซึ่งจะช่วยให้ผู้รับสารเข้าใจเจตนาของผู้ส่งสารได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว
        5.การพูดแสดงความคิดเห็นเป็นการใช้ทักษะ การฟัง การอ่าน การพูด และการคิดให้สัมพันธ์กัน ต้องอาศัยการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ เพราะการพูดแสดงความคิดเห็นผู้พูดต้องใช้ทั้งความรู้ ความคิด เหตุผลหรือหลักการต่างๆ หลายอย่างประกอบกัน ความคิดเห็นจึงจะมีคุณค่าน่าเชื่อถือ

 

การอ่าน

        การอ่าน คือ การรับรู้ความหมายจากถ้อยคำที่ตีพิมพ์อยู่ในสิ่งพิมพ์หรือในหนังสือ เป็นการรับรู้ว่าผู้เขียนคิดอะไรและพูดอะไร โดยเริ่มต้นทำความเข้าใจถ้อยคำแต่ละคำเข้าใจวลี เข้าใจประโยค ซึ่งรวมอยู่ในย่อหน้า เข้าใจแต่ละย่อหน้า ซึ่งรวมเป็นเรื่องราวเดียวกัน
การอ่านเป็นการบริโภคคำที่ถูกเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือหรือสัญลักษณ์ การอ่านโดยหลักวิทยาศาสตร์ เริ่มจากการที่แสงตกกระทบที่สื่อ และสะท้อนจากตัวหนังสือผ่านทางเลนส์นัยน์ตา และประสาทตาเข้าสู่เซลล์สมองไปเป็นความคิด (Idea) ความรับรู้ (Perception) และก่อให้เกิดความจำ (Memory) ทั้งความจำระยะสั้น และความจำระยะยาว  กระบวนการอ่าน มี 4 ขั้นตอน คือ
ขั้นแรก   การอ่านออก อ่านได้ หรืออ่านออกเสียงได้ถูกต้อง
ขั้นที่สอง  การอ่านแล้วเข้าใจ ความหมายของคำ วลี ประโยค สรุปความได้
ขั้นที่สาม    การอ่านแล้วรู้จักใช้ความคิด วิเคราะห์ วิจารณ์และออกความเห็นในทางที่ขัดแย้งหรือเห็นด้วยกับผู้เขียนอย่างมีเหตุผล
ขั้นสุดท้าย   คือการอ่านเพื่อนำไปใช้ ประยุกต์ใช้ในเชิงสร้างสรรค์ ดังนั้นผู้ที่อ่านได้และอ่านเป็นจะต้องใช้กระบวนการทั้งหมดในการอ่านที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการถ่ายทอดความหมายจากตัวอักษรออกมาเป็นความคิด และจากการคิดที่ได้จากการอ่านผสมผสานกับประสบการณ์เดิม และสามารถความคิดนั้นไปใช้ประโยชน์ต่อไป

คุณค่าของการอ่าน        
        วัตถุประสงค์ในการอ่านของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกันออกไป เช่น อ่านเพื่อความรู้ อ่านเพื่อให้เกิดความคิด อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน อ่านเพื่อความจรรโลงใจ เป็นต้น ซึ่งผู้อ่านจำเป็นต้องทราบจุดมุ่งหมายของการอ่านนั้นๆ ไว้ก่อนการอ่านทุกครั้ง อย่างไรก็ตามการอ่านมีความสำคัญต่อชีวิตที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นการช่วยให้ได้รับข้อมูลข่าวสารเพื่อประกอบการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน การอ่านมีความจำเป็นต่อการศึกษาเล่าเรียน ทั้งในระบบและนอกระบบ คนที่เรียนหนังสือเก่งมักจะเป็นคนที่อ่านหนังสือเก่ง เพราะการอ่านช่วยให้ได้รับความรู้และความเข้าใจที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ และสามารถศึกษาต่อในระดับสูงได้ การอ่านมีคุณค่าต่อมนุษย์ เนื่องจากเป็นการสนองความต้องการของมนุษย์ ทำให้มนุษย์เกิดความรู้ ยกระดับสติปัญญาให้สูงขึ้น ทำให้มนุษย์เกิดความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาความคิดให้ก้าวหน้า ส่งผลต่อการพัฒนาในอาชีพ ทำให้มนุษย์ทันต่อเหตุการณ์ ได้รับความรู้เพิ่ม ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ช่วยให้มนุษย์สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ และสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้ ช่วยพัฒนาจิตใจให้งอกงาม ช่วยขจัดความทุกข์ ความเศร้าหมอง การอ่านทำให้เกิดความเข้าใจ ความร่วมมือในการอยู่ร่วมกันในสังคม เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ได้รับความเพลิดเพลินและพักผ่อนหย่อนใจ

การเตรียมพร้อมเพื่อการอ่าน
        การอ่านจะดำเนินไปได้ดีเพียงใดขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และองค์ประกอบที่อยู่ภายในร่างกาย การอ่านท่ามกลางบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม จะนำมาซึ่งประสิทธิและประสิทธิผลในการอ่าน ทั้งนี้ควรคำนึงถึง

          1. การจัดสถานที่และสิ่งแวดล้อม สถานที่ที่เหมาะกับการอ่านควรมีความเงียบสงบ ตัดสิ่งต่างๆ ที่รบกวนสมาธิออกไป มีอุณหภูมิและแสงสว่างที่เหมาะสม มีโต๊ะที่มีความสูงพอเหมาะและเก้าอี้ที่นั่งสบายไม่นุ่มหรือแข็งจนเกินไป
          2. การจัดท่าของการอ่าน ตำแหน่งของหนังสือควรอยู่ห่างประมาณ 35-45 เซนติเมตร และหน้าหนังสือจะต้องตรงอยู่กลางสายตา ควรนั่งให้หลังตรงไม่ควรนอนอ่าน ทั้งนี้เพื่อให้สมองได้รับเลือดไปหล่อเลี้ยงอย่างเต็มที่ ก็จะทำให้เกิดการตื่นตัวต่อการรับรู้ จดจำ และอ่านได้นาน
          3. การจัดอุปกรณ์ช่วยในการอ่าน การอ่านอาจมีอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น กระดาษสำหรับบันทึกดินสอ ปากกา ดินสอสี
          4. การจัดเวลาที่เหมาะสม สำหรับนักศึกษาที่ต้องมีการทบทวนบทเรียนควรอ่านหนังสือในช่วงที่เหมาะสมคือช่วงที่ที่ไม่ดึกมาก คือ ตั้งแต่ 20.00 - 23.00 น. เนื่องจากร่างกายยังไม่อ่อนล้าเกินไปนัก หรืออ่านในตอนเช้า 5.00-6.30 น. หลังจากที่ร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ทั้งนี้ในการอ่านแต่ละครั้งไม่ควรเกิน 50 นาทีและให้เปลี่ยนแปลงอิริยาบถสัก 10 นาทีก่อนลงมืออ่านต่อไป
          5. การเตรียมตนเอง ได้แก่ การทำจิตใจให้แจ่มใส มีความมุ่งมั่น มีความตั้งใจ และมีสมาธิในการอ่าน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ มีสุขภาพสายตาที่ดี ตัดปัญหารบกวนจิตใจให้หมด การแบ่งเวลาให้ถูกต้อง และมีระเบียบวินัยในชีวิตโดยให้เวลาแต่ละวันฝึกอ่านหนังสือ และพยายามฝึกทักษะใหม่ๆ ในการอ่าน เช่น ทักษะการอ่านเร็วอย่างเข้าใจ เป็นต้น

การเลือกสรรวัสดุการอ่าน       
        การเลือกสรรวัสดุการอ่าน ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของการอ่าน เช่น การอ่านเพื่อการศึกษา การอ่านเพื่อหาข้อมูลประกอบการทำงาน การอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน การอ่านเพื่อฆ่าเวลา การรู้จักเลือกวัสดุการอ่านที่มีประโยชน์จะช่วยให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์ตามเป้าหมาย การเลือกสรรวัสดุการอ่านมีความสัมพันธ์กับการเลือกใช้ทรัพยากรสารนิเทศในห้องสมุด เช่น
          1. การอ่านเพื่อความรู้ เช่น ตำราวิชาการ
          2. การอ่านเพื่อความบันเทิงใจ
          3. การอ่านเพื่อเป็นกำลังใจ เสริมสร้างปัญญา เช่น หนังสือจิตวิทยา หนังสือธรรมะ
          4. การอ่านเพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
เมื่อเลือกวัสดุการอ่านหรือหนังสือได้แล้ว ก็จะต้องกำหนดว่าต้องการอะไรข้อมูลในลักษณะใดจากหนังสือเล่มนั้น ขอบเขตของข้อมูลในลักษณะกว้างหรือแคบแต่ลึกซึ้ง ทั้งนี้เพื่อกำหนดรูปแบบการอ่านเพื่อความต้องการต่อไป

การกำหนดจุดมุ่งหมายการอ่าน
        การรู้ความมุ่งหมายในการอ่านเปรียบเหมือนการรู้จุดหมายปลายทางของการเดินทาง ทำให้สามารถเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ต่างๆ และเดินทางไปสู่ที่หมายได้ นักอ่านที่ดีควรมีจุดมุ่งหมายว่าต้องการอ่านเพื่ออะไร เพื่อจะได้กำหนดวิธีอ่านได้เหมาะสม การอ่านเพื่อการศึกษาค้นคว้าและทำรายงาน มีจุดมุ่งหมายดังนี้

          1. อ่านเพื่อความรู้พื้นฐาน เป็นการอ่านเพื่อรู้เรื่องโดยสังเขป หรือเพื่อลักษณะของหนังสือ เช่น การอ่านเพื่อ รวบรวมสิ่งพิมพ์ที่จะใช้ในการค้นคว้าและเขียนรายงาน
          2. อ่านเพื่อรวบรวมข้อมูล เป็นการอ่านให้เข้าในเนื้อหาสาระ และจัดลำดับความคิดได้ เพื่อสามารถรวบรวม และบันทึกข้อมูลสำหรับเขียนรายงาน
          3. อ่านเพื่อหาแนวคิด หมายถึง การอ่านเพื่อรู้ว่าสิ่งที่อ่านนั้นมีแนวคิด  หรือสาระสำคัญอย่างไร จะนำไปใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ ในลักษณะใด เช่น การอ่านบทความ และสารคดีเพื่อหาหัวข้อสำหรับเขียนโครงร่างรายงาน
          4. อ่านเพื่อวิเคราะห์หรือวิจารณ์ คือการอ่านเพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งพอที่จะนำความรู้ไปใช้ หรือแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ เรื่องที่อ่านได้ เช่น การอ่านบทความที่แสดงความคิดเห็น การอ่านตารางและรายงาน

วิธีการอ่านที่เหมาะสม        การอ่านมีหลายระดับและมีวิธีการต่างๆ ตามความมุ่งหมายของผู้อ่าน และประเภทของสื่อการอ่าน การอ่านเพื่อการศึกษา ค้นคว้าและเขียนรายงาน อาจใช้วิธีอ่านต่าง ๆ เช่น การอ่านสำรวจ การอ่านข้าม การอ่านผ่าน การอ่านจับประเด็น การอ่านสรุปความ และการอ่านวิเคราะห์ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
          1. การอ่านสำรวจ คือ การอ่านข้อเขียนอย่างรวดเร็ว เพื่อรู้ลักษณะโครงสร้างของข้อเขียน สำนวนภาษา เนื้อเรื่องโดยสังเขป เป็นวิธีอ่านที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเลือกสรรสิ่งพิมพ์ สำหรับใช้ประกอบการค้นคว้า หรือการหาแนวเรื่องสำหรับเขียนรายงาน และรวบรวมบรรณานุกรมในหัวข้อที่เขียนรายงาน
          2. การอ่านข้าม เป็นวิธีอ่านอย่างรวดเร็วเพื่อเข้าใจเนื้อหาของข้อเขียน โดยเลือกอ่านข้อความบางตอน เช่น การอ่านคำนำ สาระสังเขป บทสรุป และการอ่านเนื้อหาเฉพาะตอนที่ตรงกับความต้องการ เป็นต้น
          3. การอ่านผ่าน เป็นการอ่านแบบกวาดสายตา (Scanning Reading) โดยผู้อ่านจะทำการกวาดสายตาอย่างรวดเร็วไปยังสิ่งที่เป็นเป้าหมายในข้อเขียน เช่น คำสำคัญ ตัวอักษร หรือ สัญลักษณ์ แล้วอ่านรายละเอียดเฉพาะที่เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการ เช่น การอ่านเพื่อค้นหาชื่อในพจนานุกรม และการอ่านแผนที่
          4. การอ่านจับประเด็น หมายถึง การอ่านเรื่องหรือข้อเขียนโดยทำความเข้าใจสาระสำคัญในขณะที่อ่าน มักใช้ในการอ่านข้อเขียนที่ไม่ยาวนัก เช่น บทความ การอ่านเร็วๆ หลายครั้งจะช่วยให้จับประเด็นได้ โดยการอ่านมีเทคนิคคือ ต้องสังเกตคำสำคัญ ประโยคสำคัญที่มีคำสำคัญ และทำการย่อสรุปบันทึกประโยคสำคัญไว้ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป
          5. การอ่านสรุปความ หมายถึง การอ่านโดยสามารถตีความหมายสิ่งที่อ่านได้ถูกต้องชัดเจนเข้าใจเรื่องอย่างดี สามารถแยกส่วนที่สำคัญหรือไม่สำคัญออกจากกัน รู้ว่าส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง หรือข้อคิดเห็น ส่วนใดเป็นความคิดหลัก ความคิดรอง การอ่านสรุป ความมีสองลักษณะคือ การสรุปแต่ละย่อหน้าหรือแต่ละตอน และสรุปจากทั้งเรื่อง หรือทั้งบท การอ่านสรุปความควรอย่างอย่างคร่าว ๆ ครั้งหนึ่งพอให้รู้เรื่อง แล้วอ่านละเอียดอีกครั้งเพื่อเข้าใจเรื่องอย่างดี หลักจากนั้นตั้งคำถามตนเองในเรื่องที่อ่านว่าเกี่ยวกับอะไร มีเรื่องราวอย่างไร แล้วเรียบเรียงเนื้อหาเป็นสำนวนภาษาของผู้สรุป
          6. การอ่านวิเคราะห์ การอ่านเพื่อค้นคว้าและเขียนรายงานโดยทั่วไปต้องมีการวิเคราะห์ความหมายของข้อความ ทั้งนี้เพราะผู้เขียนอาจใช้คำและสำนวนภาษาในลักษณะต่าง ๆ อาจเป็นภาษาโดยตรงมีความชัดเจนเข้าใจง่าย ภาษาโดยนัยที่ต้องทำความเข้าใจ และภาษาที่มีความหมายตามอารมณ์และความรู้สึกของผู้เขียน ผู้อ่านที่มีความรู้เรื่องคำศัพท์และสำนวนภาษาดี มีประสบการณ์ ในการ อ่านมากและมีสมาธิในการอ่านดี ย่อมสามารถวิเคราะห์ได้ตรงความหมายที่ผู้เขียนต้องการสื่อ และสามารถเข้าใจเรื่องที่อ่านได้ดี
     

การรับสารด้วยการฟัง

การฟัง
    คือ การรับรู้ความหมายจากเสียงที่ได้ยิน เป็นการรับสารทางหู ส่วนการได้ยิน 
เป็นจุดเริ่มต้นของการฟังเป็นเพียงการกระทบกันของเสียงกับประสาทหูตามปกติ

จุดมุ่งหมายของการฟัง            
    ๑.เพื่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน การฟังประเภทนี้ทำให้มนุษย์คงความสัมพันธ์ที่ดีตลอดไปทำให้มนุษย์คงความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ตลอดไป
    ๒.เพื่อความเพลิดเพลิน เป็นการฟังเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด จัดเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมประเภทนันทนาการได้
    ๓.เพื่อรับความรู้ เป็นการฟังเรื่องราว ข่าวสาร วิชาการ ข้อเสนอแนะ ผู้ฟังต้องจดจำสาระและใช้ความคิด วิเคราะห์ ตีความ สังเคราะห์ และประเมินคุณค่าตามลำดับ
    ๔.เพื่อได้คติชีวิตและความจรรโลงใจ
จรรโลงใจ คือ การยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นทั้งในทางความดี ความงาม ความจริง และความรู้ มีผลให้คนมีศีลธรรม คลายความดุร้ายลง ความรู้ทำให้เราพ้นจากความงมงาย


การฟังให้สัมฤทธิ์ผล
    ฟังให้สัมฤทธิ์ผล หมายถึง ฟังให้ได้รับความสำเร็จ การฟังให้สัมฤทธิ์ผลจะมีระดับสูงหรือต่ำ มากน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญคือ โอกาสของการฟัง และระดับขั้นของการฟัง
ดังนั้นขั้นแรกผู้ฟังจึงควร วิเคราะห์โอกาสที่ฟังก่อน

 
โอกาสของการฟัง              
    ๑. การฟังระหว่างบุคคล เป็นการฟังที่ไม่เป็นทางการ เช่นฟังการสนทนา  การสอบถาม คำแนะนำ
    ๒. การฟังในกลุ่มขนาดเล็ก เป็นการฟังกึ่งทางการ เช่นการปรึกษาหารือร่วมกัน วางแนวทางปฏิบัติร่วมกัน
    ๓. การฟังในที่ประชุม เป็นการฟังที่เป็นทางการ ผู้ฟังต้องรักษากิริยามารยาท เช่น ฟังการบรรยาย สาธิต
    ๔. การฟังจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์
เป็นการฟังที่ไม่เป็นทางการ


ระดับขั้นของการฟังให้สัมฤทธิ์ผล            
    ๑.ทราบว่าจุดประสงค์ได้แก่อะไร
    ๒.ทราบว่าเนื้อความครบถ้วนแล้วหรือไม่//อย่างไร
    ๓.พิจารณาได้ว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ //เพราะอะไร
    ๔.เห็นว่าสารนั้นมีคุณค่าหรือไม่ อย่างไร โดยใช้ดุลยพินิจ
แล้วผู้ฟังยังสามารถบอกได้อีกว่าสารที่ส่งมามีคุณค่าเพียงใด ในแง่ใดบ้าง
ถ้าสามารถตอบคำถามข้างต้นได้ถือว่าผู้ฟังสามารถฟังได้สัมฤทธิ์ผลสูงมากเป็นพิเศษคำว่า "ดุลยพินิจ" หมายถึง การใช้ปัญญาพิจารณาด้วยความไม่เอนเอียง ปราศจากอคติ เป็นความสามารถที่ค่อย ๆ เจริญขึ้นในตัวบุคคลเมื่อมีโอกาสได้รับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจากบิดามารดา ครู อาจารย์ สภาพแวดล้อมฯลฯ
 
 
 
การฝึกฟังให้สัมฤทธิ์ผล          
    ๑.ฟังเรื่องที่ไม่ยากและไม่ยาวจนเกินไป เช่น ฟังข่าววิทยุ และโทรทัศน์แล้วสามารถจับสาระ ของเรื่องมาเล่าให้ผู้อื่นฟังได้
    ๒.หาโอกาสฟังสิ่งที่มีสารประโยชน์อยู่เป็นนิจ เช่น ฟังรายการสารคดีทางวิทยุและโทรทัศน์ แล้วนำมาวิเคราะห์วิจารณ์กับผู้ที่ได้ฟังรายการด้วยกัน จะช่วยพัฒนาความสามารถในการฟังของเราให้สัมฤทธิ์ผลสูงขึ้น
    ๓.หมั่นฟังการบรรยายหรือการอภิปรายในโอกาสต่าง ๆ เช่น สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ  วันครู วันเด็กฯลฯ
    ๔.บันทึกเรื่องที่ได้ยินได้ฟังไว้เสมอ เพื่อสามารถที่จะเก็บข้อมูล หลักฐานต่างๆที่จะนำมาใช้ ตรวจสอบภายหลัง
 
มารยาทในการฟัง             
    ๑.การฟังเฉพาะหน้าผู้ใหญ่ ผู้ฟังพึงสำรวมกิริยาอาการ สบตากับผู้พูดเป็นระยะๆให้พอหมาะ แต่ไม่ถึงกับจ้องหน้า ไม่ชิงพูดก่อนที่คู่สนทนาจะพูดจบความ ถ้าฟังไม่เข้าใจ
ควรถามเมือผู้พูดพูดจบกระแสความ
    ๒.การฟังในที่ประชุม ในที่ประชุมขณะที่ประธานหรือผู้ร่วมประชุมคนอื่นพูด เราจำเป็นต้องตั้งใจฟัง อาจจดข้อความสำคัญไว้ ไม่ควรพูดกระซิบกับคนอื่นที่อยู่ข้างเคียงไม่ควรพูดแซงขึ้นต้องฟังจนจบแล้วจึงขออนุญาตพูด
    ๓.การฟังในที่สาธารณะ ข้อควรระวังสำหรับการฟังในที่สาธารณะ เช่น โรงละคร โรงภาพยนตร์ มีดังนี้
       ๑)รักษาความสงบ ไม่พูดคุย ไม่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่กำลังดูหรือฟังอยู่ ไม่นำของขบเคี้ยวเข้าไปรับประทาน ไม่นำเด็กเล็กเกินไปเข้าไปชมด้วย
       ๒)ไม่เดินเข้าเดินออกบ่อย ๆ ถ้าจำเป็นจะต้องทำเช่นนั้น ควรเลือกที่นั่งอยู่ริมหรือ ใกล้ประตูทางเดิน
       ๓)ไม่ควรแสดงกิริยาอาการที่ไม่สมควรระหว่างเพื่อนต่างเพศในโรงมหรสพ เพราะเป็นการทำลายค่านิยมทางด้านวัฒนธรรมไทย

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555

พรรณไม้ ในวรรณคดีไทย

  
 "ที่เชิงเขาเหล่าพันธุ์มิ่งไม้         ลมพัดกวัดไกวอยู่หันเหียนรกฟ้าขานางยางตะเคียน    กันเกราตระเบาตระเบียนแลชิงชัน
สนสักกรักขีต้นกำยาน                  ฉนวนฉนานคล้าคลักจักจั่น
ปรางปรูประดู่ดูกมูกมัน               เหียงหันกะเพราสะเดาแดง"





กฤษณา
Aquilaria malaccensis Lam.
(THYMELAEACEAE)




เดินมาพากันชมพฤกษาสูง         ยางยูงแก้วเกดกฤษณา
กระลำพักสักสนคนทา                           ต้นพะวาขานางยางทราย
                                                             อิเหนา : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
        
        กฤษณาเป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่  ต้นค่อนข้างคดงอ เนื้อไม้อ่อนเป็นสีขาว มีเสี้ยน ใบ สีเขียวเข้ม เรียบ เป็นมัน ใบยาวเรียวค่อนข้างแข็ง ประมาณ 15 เซนติเมตร  เห็นเส้นในได้ชัด  ดอกช่อ  สีขาวเป็นช่อใหญ่ดก ออกเต็มต้น หอมฉุน ผล รี กลม แบน เปลือกแข็ง มีขนสีเทา ผลแก่จะแตก ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
        เนื้อไม้กฤษณาสามารถนำมาสกัดน้ำหอมได้ เนื้อในเป็นยาบำรุงหัวใจ กระตุ้นหัวใจ ขับลม น้ำมันจากเมล็ด รักษาโรคเรื้อน โรคผิวหนัง ถิ่นกำเนิด แถบเขตร้อนของเอเชีย 
เช่น  มาเลเซีย  จีน บอร์เนียว อินเดีย และไทย  แถบจังหวัด ตราดและจันทบุรี  


 
ข่อย
Streblus asper Lour.
(MORACEAE)
Siamese rough bush, Tooth brush tree


 กระสังรังรักเต็งแต้ว                เกล็ดแก้วกันเกราไกรกร่าง
           ตะเคียนแคข่อยขานาง                      ขวิดขวาดปริงปรางประยงค์…”
                                                             รามเกียรติ์ : พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
          ข่อย หรือจะเรียกว่า กักไม้ฝอย หรือ ส้มพอ ก็ได้ เป็นไม้ต้นขนาดกลาง สูง 5-10 เมตร เปลือกสีเทา
ขรุขระ ยอดเป็นพุ่มรูปไข่ทึบ กิ่งอ่อน ยาว ขนสาก ใบเดี่ยว ออกสลับ  รูปรีแกมรูปไข่กลับ คล้ายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนขนาดกว้าง 4 ซม. ยาว 5 ซม. โคนและปลายสอบมน ขอบจักแบบฟันเลื่อย  เนื้อใบหนา ผิวสากทั้ง 2 ด้าน ออกดอกเป็นช่อ มี กลีบเลี้ยง 4 กลีบ ดอกเพศเมียมีสีขาว  ดอกเพศผู้มีสีเขียวอ่อน ออกเป็นช่อกลมเล็กๆ เมื่อสุกมีสีเหลือง เมล็ด มีเมล็ดเดียว ออกดอกเกือบตลอดปี ขยายพันธุ์โดยการ เพาะเมล็ด  ตอนกิ่ง  
        เปลือกต้นข่อยใช้ทำกระดาษข่อย รักษาโรคผิวหนัง  โรคท้องร่วง ขับลม  รำมะนาด และริดสีดวงทวาร  กิ่งทุบให้นิ่มใช้สีฟัน  ผลสุกเป็นอาหารของนกและสัตว์ป่า  ยางใช้กำจัดแมลง  ใบสดปิ้งไฟชงน้ำดื่ม เป็นยาระบายอ่อนๆ ข่อยขึ้นตามป่าเบญจพรรณแล้ง 

ทองกวาว
Betea monosperma O. Ktze.
(LEGUMINOSAE - PAPILIONOIDEAE)

  ทองกวาวคราวดอกแดง               เชิงจ่าแจงแคงเหียงหัน
                                                กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง : เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์
        ทองกวาวเป็นไม้ต้น  สูง 6-12 เมตร  เปลือกต้นเป็นปม ปุ่ม  ไม่เรียบเกลี้ยง ผิวสีน้ำตาลหม่น ใบสีเขียว พื้นผิวใบเกลี้ยงเป็นมัน ใบอ่อนเป็นก้านยาว  ก้านหนึ่งมีใบย่อย 3 ใบ ใบค่อนข้างกลม  กว้าง 6-18 ซม. ยาว 7-20 ซม. ดอกออกเป็นช่อคล้ายดอกทองหลาง  สีแดง ขนาดใหญ่  ผลเป็นฝักแข็ง เปลือกนอกมีสีน้ำตาลอ่อน  ภายในฝักมีเมล็ดขนาดเล็ก  สีน้ำตาลแก่  การขยายพันธุ์ใช้วิธีเพาะเมล็ด  
        ประโยชน์  ใบ ดอก ต้มกินเป็นยา  แก้ปวด ถอนพิษไข้  เมล็ด ฝัก ต้มกินขับถ่ายพยาธิ  ถิ่นกำเนิดอยู่ใน อินเดีย ภูมิภาคอินโดจีนและอินโดนีเซีย เกิดขึ้นเองตามพื้นที่ลุ่มต่ำหรือ ป่าราบ มีมากทางภาคเหนือ ตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ 


ประดู่  
Pterocarpus indicus  Willd.
(FABACEAE)

                                         ประดู่ลำดวนยมโดย                           ลมโชยกลิ่นชวนหอมหวาน
                              นางแย้มสายหยุดพุดตาล                              อังกาบชูก้านกระดังงา
                                                                                   รามเกียรติ์  : พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1


        ประดู่เป็นพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งซึ่งเป็นต้นไม้ใหญ่มาก ใบมักจะร่วงในฤดูแล้ง  ซึ่งตกอยู่ในราวเดือนกุมภาพันธุ์ถึงเมษายน พอฝนตกได้รับความชื้นมากเข้าก็ผลิดอกออกใบสะพรั่งเต็มต้น ดอกเล็กสีเหลืองสด ส่งกลิ่นหอมระรื่นฟุ้งไปรอบๆบริเวณ นอกจากมีดอกอันหอมเย็นแล้ว ต้นประดู่ยังเป็นไม้ร่ม เพราะแผ่ออกเป็นพุ่มงดงาม ให้ความร่มเย็นดีมาก  จึงมักเห็นปลูกกันตามวัดวาอารามต่างๆ และยังจะใช้เป็นต้นไม้ปลูกข้างถนนเป็นอย่างดีอีกด้วย การปลูกจะปลูกด้วย กิ่งตอนหรือจะใช้เมล็ดเพาะก็ได้
        ประดู่เป็นพรรณไม้จากอินเดีย ชอบแสงแดดจัด ความชื้นสูง  ต้องการน้ำปานกลาง  สามารถขึ้นได้ในดินทุกชนิด  แต่จะให้ดีควรเป็นดินร่วนซุย ดังนั้นจึงเห็นปลูกกันตามริมถนนใน กทม. ทั่วไป 


ผักตบชวา
Water  Hyacinth
Eichhornia  crassipes, Solms.
(Pontederiaceae)


               ชุมนักผักตบซ้อน              บอนแซง
บอนสุพรรณหั่นแกง                     อร่อยแท้
          บอนบางกอกดอกแสลง                เหลือแล่  แม่เอย
          บอนปากยากจแก้                          ไม่สริ้นลิ้นบอน 
                                                                  โคลงนิราศสุพรรณ :  สุนทรภู่ 
        ผักตบเป็นพืชน้ำประเภทใบเลี้ยงเดี่ยว  ลอยน้ำได้  งอกงามได้โดยไม่ต้องมีที่ยึดเกาะ  สามารถแพร่พันธุ์ได้รวดเร็วมาก  จัดเป็นวัชพืชน้ำที่สร้างความเสียหายให้กับการชลประทาน  การประมง  การเกษตร  การสาธารณสุข  และด้านเศรษฐกิจ  เป็นอย่างมากแต่อย่างไรก็ตามในแง่ของประโยชน์  ผักตบสามารถใช้เป็นอาหารสัตว์  ใช้นำมาถักเป็นเครื่องเรือน  ใช้แก้ปัญหาน้ำเสีย  ใช้เป็นวัสดุในการเพาะเห็ดฟาง  ใช้ผลิตก๊าซชีวภาพ  ใช้ผลิตปุ๋ยหมัก   ใบเป็นใบเดี่ยว  แผ่นใบคล้ายรูปหัวใจ  เป็นมันหนา  ก้านใบพองออกตรงช่วงกลาง  ภายในมีลักษณะเป็นรูพรุน  เนื้อฟ่าม  ช่วยพยุงลำต้นให้ลอยน้ำได้  ดอกมีลักษณะเป็นช่อ  ดอกย่อยแต่ละดอกมีสีฟ้าอมม่วงแกมเหลือง  ไม่มีก้านช่อดอก  ดอกมีกลีบ ๖ กลีบ  ตอนที่ดอกยังไม่บานจะมีใบธงหุ้มอยู่  เมื่อดอกออกพ้นใบธงดอกจะบานทันที  การขยายพันธุ์  ใช้ ไหล”  ที่แตกมาจากลำต้นแม่  หรือเมล็ด   ด้านสมุนไพร  ใช้แก้พิษภายในร่างกาย  และขับลม  ใช้ทาหรือพอกแก้แผลอักเสบ

   
 เบญจมาศ
Chrysanthemum morifolinm Ramat. and hybrid
(COMPOSITAE)




           กิดาหยันน้องน้อยสอยสาวหยุด           เบญจมาศชาตบุษย์ต่างต่าง
        บ้างโน้มเหนี่ยวหักกิ่งปริงปราง                  มาถวายหลายอย่างให้นางชม
                                                                               อิเหนา : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ร.2
        เบญจมาศเป็นไม้ล้มลุกกลางแจ้ง  สูง 30-90 ซม. แตกกิ่งก้านสาขาไม่มาก ตามกิ่งก้านและต้นมีขนละเอียด  ใบ เรียวรี สีเขียว  ใบต่างกันแล้วแต่พันธุ์ ซึ่งมีมากมาย  ดอกมีหลากสี ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ แต่ละลักษณะมีดอกกลมเหมือนกันหมด  กลีบดอกซ้อนกันมากหรือน้อยแล้วแต่พันธุ์  สีต่างๆ กัน เช่น ชมพู แดง ขาว ม่วงอมน้ำเงิน ม่วงและเหลือง ต้องการแสงแดดจัด  ปลูกในดินที่ร่วนผสมอินทรีย์วัตถุจะช่วยให้ดอกดก  การขยายพันธุ์ใช้การเพาะเมล็ด  ถิ่นกำเนิดอยู่ในจีน  เป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองของเอเซียตะวันออก  
        ประโยชน์ ทั้งต้นใช้รักษาโรคตับ ปวดศีรษะ วิงเวียน  บำรุงประสาท  ใบและดอก กินเพื่อรักษาโรคนิ่ว วัณโรค โรคต่อมน้ำเหลือง ใบและต้น ตำเป็นยารักษาโรคผิวหนัง และแผลน้ำร้อนลวก ใช้เป็นไม้ประดับ หรือไม้ตัดดอก ดอกใช้ทำดอกไม้ประดิษฐ์